สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์ปิดท้ายของการเรียนวิชา BCS 232 เพราะ สัปดาห์หน้า จะเป็นการ Present งาน เกี่ยวกับ Blog ของแต่ละกลุ่ม สัปดาห์นี้ นับว่า สำคัญมากๆๆๆๆๆ เพราะนอกจากเนื้อหาที่เรียนในสัปดาห์นี้แล้ว ยังมีการติวข้อสอบ เนื้อหาในการติวข้อสอบเพื่อนๆสามารถ ติดตามได้ที่ gmail ของเพื่อนๆ ทุกคนซึ่งอาจารย์ได้ทำการ Share ให้แล้ว ดังที่ได้กล่าวในชั่วโมงเรียน...
เนื้อหาสัปดาห์นี้ กล่าวถึง ความฉลาดทางธุรกิจ และระบบบริหารทรัพยากร ความรู้ E-Business
กระบวนการตัดสินใจ (Decision Making Process)
1.ต้อง ยอมรับปัญหาว่า อะไรคือปัญหา และสาเหตุของปัญหานั้นมาจากสาเหตุใด เช่น ยอดขายตก ซึ่งต้องมีความ ความฉลาดและ ค้นหาทางเลือกที่จะเฃแก้ไขปัญหานั้นๆ
2. มีการออกแบบ คิดค้นและพัฒนา แนวทางประกอบการพิจารณาตัดสินใจหลายทางเลือก ดูสภาพสิ่งแวดล้อมภายนอก เศรษฐกิจ คู่ค้า การตัดสินใจในสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ ผลของการตัดสินใจ จะใช้เป็นข้อมูลประกอบการพยากรณ์เรื่องต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดี
3. คือ กระบวนการตัดสินใจ ที่ได้เลือกแนวทางปฏิบัติจากทางเลือกต่าง ๆ ในข้อ 2 เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจหลังจากที่ได้ศึกษาแล้ว จึงเลือกที่ จะปฎิบัติ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ และเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับองค์กร
ขั้นตอนในการตัดสินใจ (Steps in Decision Making) แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
1. ความฉลาด (Intelligence) - การรับข้อมูลหรือปัจจัยรอบด้าน มาประกอบสถานการณ์ในการตัดสินใจ
2. การออกแบบ (Design) - การคิดค้น วิเคราะห์หรือพัฒนา ถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดการตัดสินใจต่างๆขึ้น
3. การคัดเลือก (Choice) - การเลือกการตัดสินใจในการดำเนินงาน ที่คาดว่าจะมีประสิทธิภาพที่สุดมาใช้ในการดำเนินงาน
Business Intelligent System ---> ระบบธุรกิจอัจฉริยะ
- Online Analytical Processing
- OLAP
Systems Group Support systems also groupware --> ระบบสนับสนุนการทำงานกลุ่ม และ groupware
- ความร่วมมือต่างๆ
-กำหนดการประชุมเสมือนกำหนดการทำงานกลุ่ม
วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
สัปดาห์ที่ 13
สัปดาห์นี้ เนื้อหาเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง ในปัจจุบันที่กำลัง Popular มากๆ เห็นจะหนีไม่พ้น E-Business ซึ่งเนื้อหาบทนี้กล่าวถึง
- การเปลี่ยนแปลงของกระบวการทางธุรกิจ
- การประมวลผลและการสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายชั้นสูง
- ขั้นตอนต่างๆของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
Batch Processing
การส่งข้อมูลรวบรวมการขายที่บันทึกลงในแฟ้มข้อมูลทางธุรกิจที่เกิดขึ้น เพื่อส่ง Head Counter ภายในครั้งเดียว ในเวลาวันใดวันนึงหรือ งวดใดงวดนึง คือ การที่ พนักงานขายบันทึกรายการขาย หรือ Sale Item ลงนแฟ้มข้อมูล เพื่อจัดทำ ใบเสร็จ หรือ Sale Slipping ซึ่ง มี 2 ฉบับ ต้นฉบับให้ลูกค้า แล้วสำเนา ส่งไปยังพนักงาน คีย์ข้อมูลเพื่อ คีย์ข้อมูล ลง แฟ้มข้อมูล ใน Computer แล้วจงจัดทำ Report เพื่อรายงานผู้จัดการฝ่ายขายและ รายงานส่วนเกี่ยวข้องสินค้าคงคลัง เพื่อปรับปรุงยอดข้อมูลสินค้า
Online Real-time Processing
แตกต่างกับวิธี Batch Processing เพราะ Online Real-time Processing ต้องประมวลผลตามเวลาจริง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นโดย ผ่าน เครือข่าย โทรคมนาคม เช่น ตู้ ATM เมื่อมีการถอนเงินจากบัญชี ในเวลาใด การประมวลผลตัดยอดบัญชี และแสดงผลยอดคงเหลือ ต้องเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน
ความหมายของ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce คือการประกอบธุรกรรมทางการค้าโดย ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้ร่วมค้าทั้งแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ และแบบ ธุรกิจสู่ลูกค้า (business to business)
Electronic Document Managment (EDM)
เป็นการจัดเก็บเรียกใช้ข้อมูลการประมวลรายการทางธุรกิจ
มีประโยชน์ดังนี้
- ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลเก็บรักษาเอกสารกระดาษ
- เพิ่มผลผลิตของลูกค้า
- บุคคลาการสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้
- การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานให้เร็วขึ้น
Electronic Document Interchange (EDI)
เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจระหว่างคอมพิวเตอร์ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน
-โปรแกรมประยุกต์
-โปรแกรมรายการทางธุรกิจ
-เครือข่ายการสื่อสาร
E-Commerce
อินเตอร์เนต เป็นรูปแบบที่ใช้สูงสุด
-B2C และ B2B
-การประมูลผ่าน web และการแลกเปลี่ยนสินค้าต่างๆ เสมือนกับตลาด
- XML ช่วยในการใช้ EDI
ประโยชน์ของการใช้ E-Commerce
- ตอบสนองความต้องการ ของลูกค้า
- เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก
- ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความถูกต้อง
- การเปลี่ยนแปลงของกระบวการทางธุรกิจ
- การประมวลผลและการสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายชั้นสูง
- ขั้นตอนต่างๆของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
Batch Processing
การส่งข้อมูลรวบรวมการขายที่บันทึกลงในแฟ้มข้อมูลทางธุรกิจที่เกิดขึ้น เพื่อส่ง Head Counter ภายในครั้งเดียว ในเวลาวันใดวันนึงหรือ งวดใดงวดนึง คือ การที่ พนักงานขายบันทึกรายการขาย หรือ Sale Item ลงนแฟ้มข้อมูล เพื่อจัดทำ ใบเสร็จ หรือ Sale Slipping ซึ่ง มี 2 ฉบับ ต้นฉบับให้ลูกค้า แล้วสำเนา ส่งไปยังพนักงาน คีย์ข้อมูลเพื่อ คีย์ข้อมูล ลง แฟ้มข้อมูล ใน Computer แล้วจงจัดทำ Report เพื่อรายงานผู้จัดการฝ่ายขายและ รายงานส่วนเกี่ยวข้องสินค้าคงคลัง เพื่อปรับปรุงยอดข้อมูลสินค้า
Online Real-time Processing
แตกต่างกับวิธี Batch Processing เพราะ Online Real-time Processing ต้องประมวลผลตามเวลาจริง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นโดย ผ่าน เครือข่าย โทรคมนาคม เช่น ตู้ ATM เมื่อมีการถอนเงินจากบัญชี ในเวลาใด การประมวลผลตัดยอดบัญชี และแสดงผลยอดคงเหลือ ต้องเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน
ความหมายของ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce คือการประกอบธุรกรรมทางการค้าโดย ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้ร่วมค้าทั้งแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ และแบบ ธุรกิจสู่ลูกค้า (business to business)
Electronic Document Managment (EDM)
เป็นการจัดเก็บเรียกใช้ข้อมูลการประมวลรายการทางธุรกิจ
มีประโยชน์ดังนี้
- ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลเก็บรักษาเอกสารกระดาษ
- เพิ่มผลผลิตของลูกค้า
- บุคคลาการสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้
- การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานให้เร็วขึ้น
Electronic Document Interchange (EDI)
เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจระหว่างคอมพิวเตอร์ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน
-โปรแกรมประยุกต์
-โปรแกรมรายการทางธุรกิจ
-เครือข่ายการสื่อสาร
E-Commerce
อินเตอร์เนต เป็นรูปแบบที่ใช้สูงสุด
-B2C และ B2B
-การประมูลผ่าน web และการแลกเปลี่ยนสินค้าต่างๆ เสมือนกับตลาด
- XML ช่วยในการใช้ EDI
ประโยชน์ของการใช้ E-Commerce
- ตอบสนองความต้องการ ของลูกค้า
- เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก
- ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความถูกต้อง
วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
สัปดาห์ที่ 11-12
สัปดาห์ที่ 11-12 นี้
....แถลงการณ์จากอาจารย์ตอนต้นชั่วโมง วันที่ 6 พ.ย. 50....
เหลือเวลาอีก เพียง 3 สัปดาห์ ก่อนสอบปลายภาค อาจารย์จึงมีหมายกำหนดการ คร่าวๆ ดังนี้
วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน เรียนบทที่ 13
วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน เรียนบทที่ 14
วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน Present งาน เกี่ยวกับการทำ Blog
ที่ ใช้ Google Document ทำ PowerPoint นำเสนองาน เรื่องขั้นตอนและ รายละเอียด โดย Share ให้เพื่อนๆ ในกลุ่ม ต่างช่วยกัน สร้างสรรค์ และ ติชม
ในส่วน เนื้อหาที่เรียนในสัปดาห์ที่ 11-12 นี้
เป็นเรื่องของการควบคุมการผลิตและควบคุมพัสดุคงคลัง
เนื้อหากล่าวถึง
- ขั้นตอนในการผลิตสินค้า
- การผลิตอย่างทันเวลา
- เครื่องมือและเอกสารที่ใช้ในการผลิต
- การควบคุมค่าใช้จ่าย
- แผนภาพในการผลิต
- และการอธิบายแผนภายการเดินทางสายงานของข้อมูล
Dataflow Diagram ของระบบควบคุมการผลิต
ซึ่ง สามารถอธิบาย DFD Level 0 ได้ว่า
ขั้นตอนที่ 1.0 การออกแบบผลิตภัณฑ์และการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการผลิต
ระบบมอบหมายให้วิศวกรเป็นผู้ออกแบบการผลิตในกระบวนการนั้น วิศวกรจะต้องไปดึงข้อมูลมาจาก บิลวัตถุดิบ และปรับปรุงข้อมูลในแฟ้มข้อมูลด้วย จากนั้นเป็นเก็บขั้นตอนการทำงานในแฟ้มหลักขั้นตอนงาน และดึงข้อมูลจากพัสดุคงคลังมาใช้ในการผลิต
พร้อมทั้งปรับปรุงแฟ้มหลักหน่วยงานซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความสามารถสูงสุดของหน่วยงานหนึ่ง
ขั้นตอนที่ 2.0 จัดทำแผนการผลิตหลักสินค้าสำเร็จรูป (MPS)
ฝ่ายขายได้รับ Order ทางใบสั่งขาย จากลูกค้าในการผลิตแล้วส่งข้อมูลไปยังฝ่ายควบคุมพัสดุคงคลัง จากนั้น บันทึกข้อมูลกำหนดการดำเนินงานการวางแผนการทำงาน ลงในแฟ้ม MPS
ขั้นตอน 3.0 จัดทำแผนความต้องการวัตถุดิบ (MRP) ดึงข้อมูล
รายละเอียดวัตถุดิบ ในแฟ้มบิลวัตถุดิบ และแฟ้มพัสดุคงคลังว่ามีรายละเอียดและวัตถุดิบตามต้องการ ว่ามีหรือไม่ หากไม่มี วัตถุดิบจัดทำใบจัดซื้อเสนอฝ่ายจัดซื้อต่อไป รวมถึงดึงข้อมูลการวางแผนการผลิต จากแฟ้มข้อมูล MPS และบันทึกงานระหว่างทำ ลงในแฟ้มข้อมูลด้วย
ขั้นตอน 4.0 จัดทำแผนความต้องการทรัพยากร (MRP II)
ทำการดึงข้อมูลจากแฟ้มหลักขั้นตอนการทำงานรวมทั้ง กำหนดการการทำงาน (MPS) โดย ระบบมีการส่งข้อมูล MPS และMRP เข้าด้วยกัน โดยมีการปรับปรุงข้อมูลลงในใบขนย้ายและใบสั่งผลิตและระบบจะบันทึก วัตถุดิบเบิก / ส่งคืน
ขั้นตอนที่ 5.0 การบันทึกรายการเกี่ยวกับการผลิตซึางระบบต้อง บันทึกรายการวัตถุดิบ เบิก/ ส่งคืน และบันทึกเวลาที่พนักงานทำงานลงแฟ้มเวลาทำงานพนักงาน แล้วหลังจากผลิตสินค้าแล้วทำการส่ง วัตถุดิบไปยัง ฝ่ายควบคุมสินค้าสำเร็จรูป
....แถลงการณ์จากอาจารย์ตอนต้นชั่วโมง วันที่ 6 พ.ย. 50....
เหลือเวลาอีก เพียง 3 สัปดาห์ ก่อนสอบปลายภาค อาจารย์จึงมีหมายกำหนดการ คร่าวๆ ดังนี้
วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน เรียนบทที่ 13
วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน เรียนบทที่ 14
วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน Present งาน เกี่ยวกับการทำ Blog
ที่ ใช้ Google Document ทำ PowerPoint นำเสนองาน เรื่องขั้นตอนและ รายละเอียด โดย Share ให้เพื่อนๆ ในกลุ่ม ต่างช่วยกัน สร้างสรรค์ และ ติชม
ในส่วน เนื้อหาที่เรียนในสัปดาห์ที่ 11-12 นี้
เป็นเรื่องของการควบคุมการผลิตและควบคุมพัสดุคงคลัง
เนื้อหากล่าวถึง
- ขั้นตอนในการผลิตสินค้า
- การผลิตอย่างทันเวลา
- เครื่องมือและเอกสารที่ใช้ในการผลิต
- การควบคุมค่าใช้จ่าย
- แผนภาพในการผลิต
- และการอธิบายแผนภายการเดินทางสายงานของข้อมูล
Dataflow Diagram ของระบบควบคุมการผลิต
ซึ่ง สามารถอธิบาย DFD Level 0 ได้ว่า
ขั้นตอนที่ 1.0 การออกแบบผลิตภัณฑ์และการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการผลิต
ระบบมอบหมายให้วิศวกรเป็นผู้ออกแบบการผลิตในกระบวนการนั้น วิศวกรจะต้องไปดึงข้อมูลมาจาก บิลวัตถุดิบ และปรับปรุงข้อมูลในแฟ้มข้อมูลด้วย จากนั้นเป็นเก็บขั้นตอนการทำงานในแฟ้มหลักขั้นตอนงาน และดึงข้อมูลจากพัสดุคงคลังมาใช้ในการผลิต
พร้อมทั้งปรับปรุงแฟ้มหลักหน่วยงานซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความสามารถสูงสุดของหน่วยงานหนึ่ง
ขั้นตอนที่ 2.0 จัดทำแผนการผลิตหลักสินค้าสำเร็จรูป (MPS)
ฝ่ายขายได้รับ Order ทางใบสั่งขาย จากลูกค้าในการผลิตแล้วส่งข้อมูลไปยังฝ่ายควบคุมพัสดุคงคลัง จากนั้น บันทึกข้อมูลกำหนดการดำเนินงานการวางแผนการทำงาน ลงในแฟ้ม MPS
ขั้นตอน 3.0 จัดทำแผนความต้องการวัตถุดิบ (MRP) ดึงข้อมูล
รายละเอียดวัตถุดิบ ในแฟ้มบิลวัตถุดิบ และแฟ้มพัสดุคงคลังว่ามีรายละเอียดและวัตถุดิบตามต้องการ ว่ามีหรือไม่ หากไม่มี วัตถุดิบจัดทำใบจัดซื้อเสนอฝ่ายจัดซื้อต่อไป รวมถึงดึงข้อมูลการวางแผนการผลิต จากแฟ้มข้อมูล MPS และบันทึกงานระหว่างทำ ลงในแฟ้มข้อมูลด้วย
ขั้นตอน 4.0 จัดทำแผนความต้องการทรัพยากร (MRP II)
ทำการดึงข้อมูลจากแฟ้มหลักขั้นตอนการทำงานรวมทั้ง กำหนดการการทำงาน (MPS) โดย ระบบมีการส่งข้อมูล MPS และMRP เข้าด้วยกัน โดยมีการปรับปรุงข้อมูลลงในใบขนย้ายและใบสั่งผลิตและระบบจะบันทึก วัตถุดิบเบิก / ส่งคืน
ขั้นตอนที่ 5.0 การบันทึกรายการเกี่ยวกับการผลิตซึางระบบต้อง บันทึกรายการวัตถุดิบ เบิก/ ส่งคืน และบันทึกเวลาที่พนักงานทำงานลงแฟ้มเวลาทำงานพนักงาน แล้วหลังจากผลิตสินค้าแล้วทำการส่ง วัตถุดิบไปยัง ฝ่ายควบคุมสินค้าสำเร็จรูป
วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2550
วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550
สัปดาห์ที่ 9 บทที่ 9 - 10
ในสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แรกที่ได้เรียน หลังจากสอบกลางภาคได้ผ่านไป slide ก็ได้เริ่มจากบทที่ 9 - 14 ซึ่ง ไปจนถึงสอบปลายภาคนั่นเอง ประเดิมหลังกลางภาคด้วยซึ่งอาจารย์ได้ ฉาย 2 เรื่องควบ คือเรื่อง
ระบบการขาย และ ระบบจัดส่งสินค้าและเรียกเก็บเงิน ซึ่งเนื้อหาที่ เกี่ยวกับระบบการขาย ได้พูดถึง
-ขั้นตอนการทำงานของการขาย
-การตรวจสอบวงเงินสินเชื่อ
-การตรวจสอบปริมาณสินค้า
-การควบคุมเอกสารและวิธีการปฎิบัติ
-การนำเทคโนโลยีมาช่วยในระบบการขาย
และ
เป้าหมายของการค้าและการผลิต คือ"ผลิตให้ได้มาตรฐานต้นทุนต่ำที่สุด แต่ขายเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรสูงสุด"
ส่วนใหญ่จะเป็นการ อธิบาย DFD แผนภาพการเคลื่อนที่ของข้อมูลระบบสั่งขายและจัดส่งสินค้า
ระบบจัดส่งสินค้าและเรียกเก็บเงิน กล่าวถึง
หน้าที่ของการจัดส่ง,หน้าที่ความรับผิดชอบของแผนกคลังสินค้า,ขั้นตอนการทำงานของการจัดส่ง,แนวทางเอกสาร,การนำเทคโนโลยมาช่วยในระบบการจัดส่ง, เอกสารเบื้องต้นและวิธีปฎิบัติ,กระบวนการรับเงิน โดยอธิบายผ่าน DFD และ การอ่าน System Flowhart อย่างถูกต้อง รวมทั้งอาจารย์ได้มอบหมายงาน ให้ อธิบาย ระบบ DFD ของ ภาพที่ 10.2 - 10.6 ในบทที่ 10 โดยวาดรูปและเขียนคำอธิบายใต้ภาพ
ระบบการขาย และ ระบบจัดส่งสินค้าและเรียกเก็บเงิน ซึ่งเนื้อหาที่ เกี่ยวกับระบบการขาย ได้พูดถึง
-ขั้นตอนการทำงานของการขาย
-การตรวจสอบวงเงินสินเชื่อ
-การตรวจสอบปริมาณสินค้า
-การควบคุมเอกสารและวิธีการปฎิบัติ
-การนำเทคโนโลยีมาช่วยในระบบการขาย
และ
เป้าหมายของการค้าและการผลิต คือ"ผลิตให้ได้มาตรฐานต้นทุนต่ำที่สุด แต่ขายเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรสูงสุด"
ส่วนใหญ่จะเป็นการ อธิบาย DFD แผนภาพการเคลื่อนที่ของข้อมูลระบบสั่งขายและจัดส่งสินค้า
ระบบจัดส่งสินค้าและเรียกเก็บเงิน กล่าวถึง
หน้าที่ของการจัดส่ง,หน้าที่ความรับผิดชอบของแผนกคลังสินค้า,ขั้นตอนการทำงานของการจัดส่ง,แนวทางเอกสาร,การนำเทคโนโลยมาช่วยในระบบการจัดส่ง, เอกสารเบื้องต้นและวิธีปฎิบัติ,กระบวนการรับเงิน โดยอธิบายผ่าน DFD และ การอ่าน System Flowhart อย่างถูกต้อง รวมทั้งอาจารย์ได้มอบหมายงาน ให้ อธิบาย ระบบ DFD ของ ภาพที่ 10.2 - 10.6 ในบทที่ 10 โดยวาดรูปและเขียนคำอธิบายใต้ภาพ
สัปดาห์ที่ 8
สัปดาห์นี้ เป็น วันหยุด คือวันปิยะมหาราช ซึ่ง ไม่มีการเรียนการสอน แต่ ก็มีหลายกิจกรรม หลายสถานที่ ที่ น่าไป เช่น การไปชมงาน แสดงหนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่ง หากใครได้ไปจะรู้ว่า มีมากกว่า คำว่า หนังสือ เพราะมันคือการเปิดโลกทัศน์ของตนเองให้กว้างขึ้น หนังสือที่นำมาจำหน่ายก็ราคาย่อมเยาว์ ทั้งหนังสือที่สามารถนำมาประกอบการเรียน ได้ในหลายวิชา ซึ่งบางร้านลดถึง 50 % แต่หนังสือก็ยังป็นหนังสือที่สภาพดี...สืบเนื่องตามที่อาจารย์วรสรวง ได้ update เรื่อง งาน Commart Comtech 1-4 พย 2550 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเห็นเพื่อนๆ หลายคนต้องการซื้อคอมพิวเตอร์ หรือ อุปกรณ์เกี่ยวกับ IT ก็ไปเจอกันที่นี่ ได้เลย....
วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2550
สัปดาห์ที่ 6+7
2 สัปดาห์นี้เป็นการสอบกลางภาค ที่ทุกๆคน ค่อนข้างที่จะ เครียดกัน ซึ่งผลคะแนนก็ ได้ออกมาแล้ว หลายคนก็คงจะพอทราบแล้วว่าหลังจากกลางภาคต่อไปจนถึงปลายภาคนี้ท่านควรทำอย่างไร ??? ซึ่งหากยังไม่รู้ตัว ก็ขอให้ท่านได้ เริ่มได้แล้วเพราะหลังจากนี้ไปถึงปลายภาค ยังไม่สายที่ท่าน จะลุกขึ้นมาต่อสู้ กับ B C D E F เพื่อ "A " ของทุกๆท่าน และทุกๆๆ วิชานะค่ะ
วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2550
สัปดาห์ที่ 5
Procurement system & Receiving System
ระบบสั่งซื้อและรับสินค้า
เป็นหน้าที่ของแผนกจัดซื้อที่ต้องทำการ วิเคราะห์ และบริหารงานเพื่อ ให้ได้วัตถุดิบ อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือการบริการ ที่ได้คุณภาพ และจะต้องได้สินค้าที่มีคุณภาพดี ราคาถูก และสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ
เอกสารเบื้องต้นของระบบการสั่งซื้อ
ใบเสนอซื้อ (Purchase Requisition)
ใบเชิญให้เสนอราคา (Request for Quotation)
ใบสั่งซื้อ (Purchase Order)
การตรวจรับสินค้า
สินค้าที่กิจการสั่งซื้อจริงต้องถูกต้องตามจำนวนและ
ในสภาพที่ยอมรับได้รวมถึงราคาที่ได้มีการเสนอไปด้วย
หน้าที่ของ แผนกรับสินค้า คือ
ตรวจสอบคุณภาพ
จำนวนสินค้าตรงกับรายการที่สั่งซื้อ
จะรับสำเนาใบสั่งซื้อจากพนักงานฝ่ายขาย สินค้าส่งมาใบสั่งซื้อจะตรวจสอบ
เอกสารเบื้องต้นของระบบการรับสินค้า
ใบสั่งซื้อ (Purchase Order)
ใบตรวจรับสินค้า (Receiving Report)
ระบบการจ่ายเงิน หน้าที่และเอกสารส่วนที่เกี่ยวข้อง
ระบบบัญชีเจ้าหนี้
หน้าที่ของระบบบัญชีเจ้าหนี้
เอกสารเบื้องต้นของระบบบัญชีเจ้าหนี้
ระบบเงินสดจ่าย
หน้าที่ของระบบเงินสดจ่าย
เอกสารเบื้องต้นของระบบเงินสดจ่าย
การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการวงจรค่าใช้จ่าย
เอกสารเบื้องต้นของระบบบัญชีเจ้าหนี้
ใบสั่งซื้อ
ใบตรวจรับสินค้า
ใบเรียกเก็บเงิน
เอกสารเบื้องต้นที่ฝ่ายควบคุมเจ้าหนี้และเงินสดจ่าย
ใบสำคัญเงินสดจ่าย
เช็คสั่งจ่าย
การนำเทคโนโลยีมาช่วยในกระบวนการค่าใช้จ่าย
MRP
กำหนดว่าซื้อวัตถุดิบอะไร เมื่อไร จำนวนเท่าไหร่ แผนการควบคุมการผลิตต้องเก็บวัตถุดิบในคลังสินค้าเช่นวิธีการเดิม แต่อาจจะจัดเก็บน้อยลง
JIT
สั่งซื้อวัตถุดิบเมื่อเกิดความต้องการใช้ตามเวลาที่ต้องใช้จริง ณ.จุดการผลิตต้องมีระบบ Information Systems เชื่อมโยงระหว่างระบบควบคุมการผลิตและระบบขาย เพื่อไม่ต้องมีสินค้าในคลัง
ระบบสั่งซื้อและรับสินค้า
เป็นหน้าที่ของแผนกจัดซื้อที่ต้องทำการ วิเคราะห์ และบริหารงานเพื่อ ให้ได้วัตถุดิบ อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือการบริการ ที่ได้คุณภาพ และจะต้องได้สินค้าที่มีคุณภาพดี ราคาถูก และสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ
เอกสารเบื้องต้นของระบบการสั่งซื้อ
ใบเสนอซื้อ (Purchase Requisition)
ใบเชิญให้เสนอราคา (Request for Quotation)
ใบสั่งซื้อ (Purchase Order)
การตรวจรับสินค้า
สินค้าที่กิจการสั่งซื้อจริงต้องถูกต้องตามจำนวนและ
ในสภาพที่ยอมรับได้รวมถึงราคาที่ได้มีการเสนอไปด้วย
หน้าที่ของ แผนกรับสินค้า คือ
ตรวจสอบคุณภาพ
จำนวนสินค้าตรงกับรายการที่สั่งซื้อ
จะรับสำเนาใบสั่งซื้อจากพนักงานฝ่ายขาย สินค้าส่งมาใบสั่งซื้อจะตรวจสอบ
เอกสารเบื้องต้นของระบบการรับสินค้า
ใบสั่งซื้อ (Purchase Order)
ใบตรวจรับสินค้า (Receiving Report)
ระบบการจ่ายเงิน หน้าที่และเอกสารส่วนที่เกี่ยวข้อง
ระบบบัญชีเจ้าหนี้
หน้าที่ของระบบบัญชีเจ้าหนี้
เอกสารเบื้องต้นของระบบบัญชีเจ้าหนี้
ระบบเงินสดจ่าย
หน้าที่ของระบบเงินสดจ่าย
เอกสารเบื้องต้นของระบบเงินสดจ่าย
การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการวงจรค่าใช้จ่าย
เอกสารเบื้องต้นของระบบบัญชีเจ้าหนี้
ใบสั่งซื้อ
ใบตรวจรับสินค้า
ใบเรียกเก็บเงิน
เอกสารเบื้องต้นที่ฝ่ายควบคุมเจ้าหนี้และเงินสดจ่าย
ใบสำคัญเงินสดจ่าย
เช็คสั่งจ่าย
การนำเทคโนโลยีมาช่วยในกระบวนการค่าใช้จ่าย
MRP
กำหนดว่าซื้อวัตถุดิบอะไร เมื่อไร จำนวนเท่าไหร่ แผนการควบคุมการผลิตต้องเก็บวัตถุดิบในคลังสินค้าเช่นวิธีการเดิม แต่อาจจะจัดเก็บน้อยลง
JIT
สั่งซื้อวัตถุดิบเมื่อเกิดความต้องการใช้ตามเวลาที่ต้องใช้จริง ณ.จุดการผลิตต้องมีระบบ Information Systems เชื่อมโยงระหว่างระบบควบคุมการผลิตและระบบขาย เพื่อไม่ต้องมีสินค้าในคลัง
สัปดาห์ที่ 4
Types of Systems Documentation
Data Flow Diagrams
Context Diagrams
• Physical Data Flow Diagram
• Logical Data Flow Diagram
Systems Flowcharts
Data Flow Diagrams
การแสดงระบบโดยใช้ภาพ (กราฟฟิค) แสดงถึงส่วนประกอบของระบบ (System’s Components), ข้อมูลพร้อมเส้นทางของการเคลื่อนไหวระหว่างส่วนประกอบนั้นๆ, และแหล่งที่มา คำอธิบาย และที่จัดเก็บข้อมูล
ประกอบด้วย
Context diagram
• Physical Data flow diagram (Physical DFD)
• Logical data flow diagram (Logical DFD)
Context Diagram
เป็นแผนภาพการไหลของข้อมูล ระดับสูงสุดที่แสดงถึงขอบเขตของระบบสารสนเทศนั้น โดยจะเป็นมุมมอง ซึ่งจะไม่แสดงถึงสัญลักษณ์การเก็บข้อมูล เพราะจะเป็นการเขียนถึงภายในระบบ แต่จะเขียนเชื่อมต่อกันของสัญลักษณ์สิ่งที่อยู่นอกระบบ เป็น แผนภาพกระแสข้อมูลที่มีการวิเคราะห์แบบในเชิงโครงสร้าง คือ การออกแบบในระดับหลักการ เป็นแผนภาพหรือไดอะแกรม(diagram)ที่แสดงเพียงหนึ่งกระบวนการ คือ ชื่อของระบบงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบซึ่ง ไม่มีแหล่งเก็บข้อมูล คอนเท็กซ์ไดอะแกรมจะแสดงผู้เกี่ยวข้องกับระบบหลักๆ เท่านั้น
Physical Data flow diagram
การเคลื่อนที่ของข้อมูลแบบกายภาพเป็นการใช้แผนภาพแสดงองค์ประกอบภายในและภายนอกของระบบ และเส้นทางเดินของข้อมูลเข้าสู่และออกจากองค์ประกอบเหล่านั้น (ใครดำเนินการอย่างไรกับข้อมูลนั้น)บอกถึงกิจกรรมของระบบ (System’s activities) ที่อธิบายถึงข้อมูลที่เป็นกายภาพ สามารถจับต้องได้ เป็นกระบวนการทำงานตามหลักกายภาพที่อยู่ในสภาพจริง เช่น หลังจากการขายแคชเชียร์นำใบบันทึกการขาย นำมามอบให้กับฝ่ายบัญชีการเงินของบริษัท เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนเงิน และใบบันทึกการขาย และจึงบันทึกรายการ ในแฟ้มข้อมูลการขาย และส่งไปยัง พนักงานคอมพิวเตอร์เพื่อดำเนินการในขั้นตอนของการคีย์ข้อมูล และปรับปรุงข้อมูลแฟ้มสินค้าคงคลังต่อไป จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนบอกถึงกิจกรรมและรายละเอียดของหน้าที่ ที่บุคคลนั้นรับผิดชอบอยู่
Logical data flow diagram
ไดอะแกรม การเคลื่อนที่ของข้อมูลแบบตรรกะเป็นแผนภาพใช้แสดงกระบวนการของระบบ และการเคลื่อนไหวของข้อมูลที่เข้าและออกจากกระบวนการต่างๆ ข้อได้เปรียบเหนือกว่าฟิสิคอล เดต้าโฟลว์ ไดอะแกรม คือการมุ่งเน้นที่หน้าที่ (function)ของระบบ
System Flowchart
ภาพกราฟฟิคซึ่งแสดงถึง กระบวนการสารสนเทศ (Information Processes) กิจกรรม, การเคลื่อนที่ของข้อมูล, ข้อมูลเข้า, ข้อมูลออก, และการจัดเก็บข้อมูลกระบวนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง (Operational Processes)องค์ประกอบต่างๆ, การเคลื่อนที่ของข้อมูลทางการภาพ, และกิจกรรมการปฏิบัติการ รวมถึงกระบวนการ กิจกรรมต่างๆที่ทำด้วยมือ หรือใช้คอมพิวเตอร์ ทั้งในเชิงกายภาพและตรรก และอธิบายถึงความสัมพันธ์ของ Who, What, How, Where (ใครเกี่ยวข้อง, อะไรที่เกี่ยวข้อง, เกี่ยวข้องอย่างไร, และเกี่ยวข้องที่ไหน) ในกระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศ
Data Flow Diagrams
Context Diagrams
• Physical Data Flow Diagram
• Logical Data Flow Diagram
Systems Flowcharts
Data Flow Diagrams
การแสดงระบบโดยใช้ภาพ (กราฟฟิค) แสดงถึงส่วนประกอบของระบบ (System’s Components), ข้อมูลพร้อมเส้นทางของการเคลื่อนไหวระหว่างส่วนประกอบนั้นๆ, และแหล่งที่มา คำอธิบาย และที่จัดเก็บข้อมูล
ประกอบด้วย
Context diagram
• Physical Data flow diagram (Physical DFD)
• Logical data flow diagram (Logical DFD)
Context Diagram
เป็นแผนภาพการไหลของข้อมูล ระดับสูงสุดที่แสดงถึงขอบเขตของระบบสารสนเทศนั้น โดยจะเป็นมุมมอง ซึ่งจะไม่แสดงถึงสัญลักษณ์การเก็บข้อมูล เพราะจะเป็นการเขียนถึงภายในระบบ แต่จะเขียนเชื่อมต่อกันของสัญลักษณ์สิ่งที่อยู่นอกระบบ เป็น แผนภาพกระแสข้อมูลที่มีการวิเคราะห์แบบในเชิงโครงสร้าง คือ การออกแบบในระดับหลักการ เป็นแผนภาพหรือไดอะแกรม(diagram)ที่แสดงเพียงหนึ่งกระบวนการ คือ ชื่อของระบบงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบซึ่ง ไม่มีแหล่งเก็บข้อมูล คอนเท็กซ์ไดอะแกรมจะแสดงผู้เกี่ยวข้องกับระบบหลักๆ เท่านั้น
Physical Data flow diagram
การเคลื่อนที่ของข้อมูลแบบกายภาพเป็นการใช้แผนภาพแสดงองค์ประกอบภายในและภายนอกของระบบ และเส้นทางเดินของข้อมูลเข้าสู่และออกจากองค์ประกอบเหล่านั้น (ใครดำเนินการอย่างไรกับข้อมูลนั้น)บอกถึงกิจกรรมของระบบ (System’s activities) ที่อธิบายถึงข้อมูลที่เป็นกายภาพ สามารถจับต้องได้ เป็นกระบวนการทำงานตามหลักกายภาพที่อยู่ในสภาพจริง เช่น หลังจากการขายแคชเชียร์นำใบบันทึกการขาย นำมามอบให้กับฝ่ายบัญชีการเงินของบริษัท เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนเงิน และใบบันทึกการขาย และจึงบันทึกรายการ ในแฟ้มข้อมูลการขาย และส่งไปยัง พนักงานคอมพิวเตอร์เพื่อดำเนินการในขั้นตอนของการคีย์ข้อมูล และปรับปรุงข้อมูลแฟ้มสินค้าคงคลังต่อไป จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนบอกถึงกิจกรรมและรายละเอียดของหน้าที่ ที่บุคคลนั้นรับผิดชอบอยู่
Logical data flow diagram
ไดอะแกรม การเคลื่อนที่ของข้อมูลแบบตรรกะเป็นแผนภาพใช้แสดงกระบวนการของระบบ และการเคลื่อนไหวของข้อมูลที่เข้าและออกจากกระบวนการต่างๆ ข้อได้เปรียบเหนือกว่าฟิสิคอล เดต้าโฟลว์ ไดอะแกรม คือการมุ่งเน้นที่หน้าที่ (function)ของระบบ
System Flowchart
ภาพกราฟฟิคซึ่งแสดงถึง กระบวนการสารสนเทศ (Information Processes) กิจกรรม, การเคลื่อนที่ของข้อมูล, ข้อมูลเข้า, ข้อมูลออก, และการจัดเก็บข้อมูลกระบวนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง (Operational Processes)องค์ประกอบต่างๆ, การเคลื่อนที่ของข้อมูลทางการภาพ, และกิจกรรมการปฏิบัติการ รวมถึงกระบวนการ กิจกรรมต่างๆที่ทำด้วยมือ หรือใช้คอมพิวเตอร์ ทั้งในเชิงกายภาพและตรรก และอธิบายถึงความสัมพันธ์ของ Who, What, How, Where (ใครเกี่ยวข้อง, อะไรที่เกี่ยวข้อง, เกี่ยวข้องอย่างไร, และเกี่ยวข้องที่ไหน) ในกระบวนการทางธุรกิจของระบบสารสนเทศ
สัปดาห์ที่ 3
Enterprise Resource Planning(ERP)
โปรแกรมต่างๆ ของ ERP ช่วยในการจัดการกระบวนการทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม โดยมีการใช้ฐานข้อมูลร่วมกันและมีการแบ่งปันเครื่องมือที่ใช้จัดการการแสดงรายงานต่างๆ
ERP Software
ช่วยสนับสนุนให้กระบวนการทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพโดยมีการรวมกิจกรรมต่างๆ ในกระบวนการทางธุรกิจเข้าด้วยกัน
Business Function
การทำงานที่มีการกำหนดขอบเขตในส่วนงานนั้นๆ ให้เหมาะสมกับหน้าที่โดยส่วนใหญ่บริษัทจะมีงานทั้งหมด 4 ส่วนคือ
1. การตลาดและการขาย
2. การจัดการห่วงโซ่อุปทาน
3. การเงินและการบัญชี
4. การบริหารทรัพยากรมนุษย์
Business Process
กระบวนการธุรกิจเป็นการรวบรวมกิจกรรมต่างๆ ที่รับข้อมูลเข้าอย่างน้อยหนึ่งข้อมูลและสร้างให้เกิดข้อมูลออกที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า
Supply Chain Management(SCM)
การจัดการห่วงโซ่อุปทานมีหน้าที่ติดต่อกับผู้ผลิตวัตถุดิบ ลูกค้าและ พันธมิตรทางธุรกิจโดยใช้ระบบทำงานสลับข้ามหน้าที่ระหว่างองค์กร
ข้อมูลเข้า
ข้อมูลการขายสินค้า
การวางแผนการผลิต
ระดับของสินค้าคงคลัง
ข้อมูลออก
การสั่งซื้อวัตถุดิบ
การบรรจุหีบห่อสินค้า
ข้อมูลค่าใช้จ่ายต่างๆ ของวัตถุดิบ
รายงานการผลิตและสินค้าคงคลัง
Function Area Information
ขอบเขตการทำงานที่มีหน้าที่จัดการระบบการทำงานสารสนเทศ เพื่อให้องค์กร ได้ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันและสื่อถึงกันได้
โปรแกรมต่างๆ ของ ERP ช่วยในการจัดการกระบวนการทางธุรกิจขององค์กรโดยรวม โดยมีการใช้ฐานข้อมูลร่วมกันและมีการแบ่งปันเครื่องมือที่ใช้จัดการการแสดงรายงานต่างๆ
ERP Software
ช่วยสนับสนุนให้กระบวนการทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพโดยมีการรวมกิจกรรมต่างๆ ในกระบวนการทางธุรกิจเข้าด้วยกัน
Business Function
การทำงานที่มีการกำหนดขอบเขตในส่วนงานนั้นๆ ให้เหมาะสมกับหน้าที่โดยส่วนใหญ่บริษัทจะมีงานทั้งหมด 4 ส่วนคือ
1. การตลาดและการขาย
2. การจัดการห่วงโซ่อุปทาน
3. การเงินและการบัญชี
4. การบริหารทรัพยากรมนุษย์
Business Process
กระบวนการธุรกิจเป็นการรวบรวมกิจกรรมต่างๆ ที่รับข้อมูลเข้าอย่างน้อยหนึ่งข้อมูลและสร้างให้เกิดข้อมูลออกที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า
Supply Chain Management(SCM)
การจัดการห่วงโซ่อุปทานมีหน้าที่ติดต่อกับผู้ผลิตวัตถุดิบ ลูกค้าและ พันธมิตรทางธุรกิจโดยใช้ระบบทำงานสลับข้ามหน้าที่ระหว่างองค์กร
ข้อมูลเข้า
ข้อมูลการขายสินค้า
การวางแผนการผลิต
ระดับของสินค้าคงคลัง
ข้อมูลออก
การสั่งซื้อวัตถุดิบ
การบรรจุหีบห่อสินค้า
ข้อมูลค่าใช้จ่ายต่างๆ ของวัตถุดิบ
รายงานการผลิตและสินค้าคงคลัง
Function Area Information
ขอบเขตการทำงานที่มีหน้าที่จัดการระบบการทำงานสารสนเทศ เพื่อให้องค์กร ได้ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันและสื่อถึงกันได้
สัปดาห์ที่ 2
Enterprise System
คือการนำโปรแกรมมาเชื่อมโยงให้เป็นระบบโดยมีการส่งข้อมูลถึงกันได้ เพื่อให้องค์กรมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงและมีความรวดเร็วในการดำเนินงาน
Electronic Data interchange
การสับเปลี่ยนแบบอิเล็กทรอนิกส์ของเอกสารรายการทางธุรกิจ ผ่านอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายอื่นๆ ระหว่างห่วงโซ่อุปทานและพันธมิตรคู่ค้า
E-Business
การทำธุรกรรม ระหว่างลูกค้ากับองค์กร การเชื่อมโยงระหว่างส่วนหน้ากับส่วนหลังขององค์กร โดยผ่านทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์
Information Technology
เป็นกลุ่มของเครือข่ายและคอมพิวเตอร์หรือ HW SW ที่สามารถบริหารการใช้ความรู้ของมนุษย์และข้อมูลต่างๆ รวมทั้งเทคโนโลยีการสื่อสาร เพื่อให้บุคคลากรในองค์กร ทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาสินค้า ได้อย่างรวดเร็วและทันสมัยตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
Information System
การรวบรวมของ Human, H W,SW ระบบเครือข่ายการจัดเก็บข้อมูล การเรียกหาข้อมูล การเปลี่ยนแปลงข้อมูล การให้ข้อมูลในองค์กร เพื่อจัดการฐานข้อมูลที่ใช้ร่วมกันเพื่อการประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการดำเนินการ
Raw Data
การมีวัตถุดิบไว้ใช้ในการผลิตและเก็บไว้ในคลังสินค้า เมื่อมีการเก็บสินค้าไว้ในคลังที่ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเก็บ การที่เก็บวัตถุดิบมีการเสียค่าใช้จ่ายเรียกว่า MRP และการที่ได้วัตถุดิบมาโดยไม่เก็บไว้ที่คลังแต่ใช้การสั่งจากโรงงานผลิตโดยตรงเรียกว่า JIT
Information
ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้วเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มีความหายต่อผู้ใช้งานในด้านต่างๆ โดยข้อมูลผ่านการวิเคราะห์หรือคำนวณแล้ว
Qualities of Information
คุณภาพของข้อมูลหรือสารสนเทศ มีหลักพิจารณาข้อมูลดังนี้
1. ประสิทธิภาพ
2. ประสิทธิผล
3. ความลับ
4. ความถูกต้อง
5. การนำมาใช้
6. ความสอดคล้อง
7. ความเชื่อถือได้ของข้อมูล
คือการนำโปรแกรมมาเชื่อมโยงให้เป็นระบบโดยมีการส่งข้อมูลถึงกันได้ เพื่อให้องค์กรมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงและมีความรวดเร็วในการดำเนินงาน
Electronic Data interchange
การสับเปลี่ยนแบบอิเล็กทรอนิกส์ของเอกสารรายการทางธุรกิจ ผ่านอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายอื่นๆ ระหว่างห่วงโซ่อุปทานและพันธมิตรคู่ค้า
E-Business
การทำธุรกรรม ระหว่างลูกค้ากับองค์กร การเชื่อมโยงระหว่างส่วนหน้ากับส่วนหลังขององค์กร โดยผ่านทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์
Information Technology
เป็นกลุ่มของเครือข่ายและคอมพิวเตอร์หรือ HW SW ที่สามารถบริหารการใช้ความรู้ของมนุษย์และข้อมูลต่างๆ รวมทั้งเทคโนโลยีการสื่อสาร เพื่อให้บุคคลากรในองค์กร ทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาสินค้า ได้อย่างรวดเร็วและทันสมัยตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
Information System
การรวบรวมของ Human, H W,SW ระบบเครือข่ายการจัดเก็บข้อมูล การเรียกหาข้อมูล การเปลี่ยนแปลงข้อมูล การให้ข้อมูลในองค์กร เพื่อจัดการฐานข้อมูลที่ใช้ร่วมกันเพื่อการประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการดำเนินการ
Raw Data
การมีวัตถุดิบไว้ใช้ในการผลิตและเก็บไว้ในคลังสินค้า เมื่อมีการเก็บสินค้าไว้ในคลังที่ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเก็บ การที่เก็บวัตถุดิบมีการเสียค่าใช้จ่ายเรียกว่า MRP และการที่ได้วัตถุดิบมาโดยไม่เก็บไว้ที่คลังแต่ใช้การสั่งจากโรงงานผลิตโดยตรงเรียกว่า JIT
Information
ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้วเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มีความหายต่อผู้ใช้งานในด้านต่างๆ โดยข้อมูลผ่านการวิเคราะห์หรือคำนวณแล้ว
Qualities of Information
คุณภาพของข้อมูลหรือสารสนเทศ มีหลักพิจารณาข้อมูลดังนี้
1. ประสิทธิภาพ
2. ประสิทธิผล
3. ความลับ
4. ความถูกต้อง
5. การนำมาใช้
6. ความสอดคล้อง
7. ความเชื่อถือได้ของข้อมูล
สัปดาห์ที่ 1
แนะนำรายละเอียดวิชา BCS 232 ระบบสารสนเทศทางธุรกิจ
รายละเอียดการเรียนการสอนวิชา BCS 232 Business Information Systems /ระบบสารสนเทศทางธุรกิจ
Webboard อาจารย์--> http://www.spu.ac.th/~vorasuang.du/
Blog อาจารย์--> http://ajcharng.blogspot.com/
รายละเอียดการเรียนการสอนวิชา BCS 232 Business Information Systems /ระบบสารสนเทศทางธุรกิจ
Webboard อาจารย์--> http://www.spu.ac.th/~vorasuang.du/
Blog อาจารย์--> http://ajcharng.blogspot.com/
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




